in (my) relationship

April 19, 2010

ใครว่าฉันไม่ต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ๆ ?

หลายคนมองว่าฉันเป็นคนจมอยู่กับอดีต

หลายคนมองว่าฉันไม่ยอมเริ่มต้นใหม่ซักที

ความจริงแล้วเค้าก็ไม่ได้พูดผิดไปซะหมดหรอก

แต่ฉันไม่เคยกลัวในความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นกับฉันไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม

หากแต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ที่หลายคนก็คงรู้ว่ามันไม่ยากและไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้น

อาจจะเน่าถ้าเรียกว่าความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว

แต่ฉันก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

จริงอยู่ว่าฉันเคยมี  และยังมีความรู้สึกดีๆก็คนๆนึงที่ไม่สามารถลบมันไปได้

เพราะมันไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมอันไหนที่จะบอกให้ฉันลบความรู้สึกดีๆนั้นออกไป

แม้ว่าสถานะบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป…

มีผู้ชายคนนึงเคยบอกฉันว่า

ถ้าฉันจะเริ่มต้นกับคนใหม่  ความสัมพันธ์จะยิ่งซับซ้อนขึ้น

และบางครั้งเค้าก็อยากมีคนที่เอาไว้คุย ดูหนัง ไปเที่ยวกันอย่างสบายใจ

แต่ไม่อยากเป็นแฟน

เค้าบอกว่าให้ตกลงกันไปเลยว่ามีขอบเขตประมาณไหน

บางครั้ง ฉันก็เคยมีความรู้สึกแบบผู้ชายคนนี้

แต่…บางครั้งฉันก็กลัว

กลัวว่าคนที่ฉันจะคบไว้เพียงแค่คุยและรู้สึกดี  เค้าอาจจะเสียใจรึป่าวถ้ามันเป็นได้แค่นี้

แต่สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดคือความรู้สึกของตัวฉันเอง

ฉันกลัวฉันจะรู้สึกดีเกินไปกว่าที่ฉันจะรู้จักคำว่าขอบเขต

ฉันกลัวที่จะเสียใจ

หลายคนได้เคยผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป

ฉันอาจจะยังเปิดใจน้อยเกินไป

กำแพงฉันอาจจะยังสูงเกินไป

แต่มันก็มีไว้ปกป้องฉัน

ไม่ใช่ที่ผ่านมาฉันไม่ได้รู้สึกดีกับใครเลย

แต่ฉันแค่กลัวว่าความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นมานั้น มันแค่ชั่วคราว

หรือเพียงแค่ว่าฉันรู้สึกดีที่มีคนเข้ามา

ฉันจึงต้องใช้เวลา

แต่น่าเสียดายที่ใครหลายคนที่ผ่านเข้ามา

เค้าคงไม่มีเวลาพอสำหรับผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งอย่างฉัน

ไม่เป็นไร…

ฉันเชื่อว่าวันหนึ่ง

จะมีคนที่มีเวลาที่อยาจะอยู่กับฉันตลอดไป : )

ไม่มีอะไรแค่ฉันรู้สึก

bye.

March 5, 2010

ไม่คิดว่าวันหนึ่งที่รู้ว่าคนๆนึงจะจากไป

มันจะทำให้เรารู้สึกที่ว่างเปล่าแบบนี้

ไม่ได้เศร้า เสียใจ ร้องไห้จะเป็นจะตาย

ไม่ได้เป็นการเลิกลา  หรือลาจากกันถาวร

มันเป็นแต่จุดๆหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า 

ความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครเข้าใจ และไม่รู้ว่ามันคืออะไร

กำลังจะเปลี่ยนไป…

ทั้งๆที่ก็รู้ว่า  เราสามารถเจอกันเมื่อไหร่ก็ได้

แต่กลับรู้สึกว่าไม่รู้ว่าเค้าจะอยากกลับมาเจอ

หรืออยากเจอกันเหมือนทุกๆครั้ง ที่ยังคิดถึงกันบ้างมั้ย

โหวง โหวง ว่างเปล่า

คิดถึงทั้งๆที่เพิ่งเจอ

ไม่รู้ จิงๆ

02.01.2010

January 2, 2010

ความจริงก็อยากจะอัพตั้งแต่วันที่ 1 แหละ จะได้เอาฤกษ์ซักหน่อย
แต่ก็ไม่ได้เริ่มจนเข้าเอาวันที่ 2 เนี่ยแหละ

ความจริงปีใหม่ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรไปกว่าวันอื่นๆ
ส่วนใหญ่คนก็มักจะกำหนดเป้าหมาย และความสำคัญต่างๆไปที่วันนี้กันไปหมด
จะเริ่ม……ปีใหม่นี้แหละ
พอผ่านวันที่ 1 ไปก็ชักเริ่มจะปีเก่าอีกแล้ว
แต่ก็ช่างมันเถอะ จะวันไหนๆ เราก็ยังเหมือนเดิม
แค่รู้สึกว่าตัวเองจะช้าขึ้น 1 สตอป ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน

แต่ความจริงปีใหม่นี้ก็มีแพลนจะทำบางสิ่งเหมือนกันนะ
คือการถ่ายรูปทุกๆวัน แพลนไว้กับโรส
แต่ไม่รู้ว่าเอาจริงๆจะทำได้กันกี่วันกัน

รูปในวันที่ 01.01.2010 ยังไม่ได้เอาไฟล์ลง
เพราะถ่ายด้วยกล้องคอมแพค และไม่ได้เอา card reader มา
วันนี้ก็เลยถ่ายด้วยกล้องมือถือ เพราะลืมเอากล้องคอมแพคออกจากบ้าน
ก็เลยได้รูปออกมาชุดนี้
art on earth :)

มันก็คือพื้นที่เราเหยียบกันอยู่ทุกวันดีๆนี่แหละ

สวัสดีปีใหม่

i won’t wait for you.

December 16, 2009

i won’t wait for you

but i still love you

สวัสดี ศิลปะ :)

December 15, 2009

รู้ตัวดีว่าเป็นคนไม่เก่งศิลปะแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ห่างหายจากการวาดๆ เขียนๆ ระบายสี

เหมือนที่เคยทำสมัยตอนเรียนมัธยมมาเกือบจะ 5 ปีได้มั้ง

เรียนศิลปะล่าสุดก็ตอน ม.4 วาดไม่ดี ระบายสีไม่คล่อง 

วันนี้ตอนเย็นๆ ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ เลยเดินเล่นตรงไปที่งานจตุรัสศิลป์

ไม่รู้ว่าใครจัด และจัดมาเพื่ออะไร แต่ที่รู้คือไปเดินเล่นทุกปีเลยตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง

นักเรียน นิสิตจุฬา และคนนอกเอาของมาวางขายเยอะแยะไปหมด

ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของกิน เต็มไปหมด

และที่ขาดไม่ได้คืองานศิลปะในรูปแบบต่างๆ

โปสการ์ด วาดรูปเหมือน สมุดทำมือ ภาพถ่าย แบบที่มีเหมือนทุกๆปี

ต่างกันก็ตรงที่มีอะไรบางอย่างมาสะกิดต่อมศิลปะของฉัน

ไม่ใช่ของทีี่คนอาร์ตๆเค้าทำกันหรอกนะ

แต่เป็นลานแสดงความคิดเห็นที่จัดอยู่หน้างาน

มันคือบอร์ดที่ทำจากไม้สีขาวกว้างๆ

พร้อมกับสีชอล์กหรือสีเทียนก็ไม่รู้ เอาไว้ให้เราเขียน

ฉันไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เลยวาดรูปเลยละกัน

ของตั้งชื่อภาพนี้ว่า “ตัวอ่อน”

แรงบันดาลใจมาจาก การที่คนเราเติบโตมาต้องผ่านการเป็นตัวอ่อนมาก่อน

คนสวยก็เคยขี้เหร่มาก่อน …. ดูจริงจังเนอะ

เอาจริงๆแล้วก็วาดไปงั้นแหละ ไม่มีความหมายหรอก แหะ แหะ

เขียนเสร็จแล้วก็ว่าจะเดินกลับไปใต้ดินเพื่อเดินทางกลับบ้านต่อ

แต่บังเอิญเหลือบไปเห็น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มากับพ่อ

พ่อของน้องเค้าน่าจะเป็นศิลปิน ถ้าดูจากการแต่งตัวและทรงผมแล้ว

(แต่บางทีก็ใช้ไม่ได้ผล เพราะฉันทั้งหัวฟูและแต่งตัวดูซกมก แต่ก็ไม่ได้เป็นศิลปิน)

พ่อน้องเค้าหยิบสีขึ้นมาใส่ในมือน้อยๆของน้องคนนั้น…

ต่อมศิลปะที่ถูกเก็บไว้ลึกจนถึงลึกมากก็ระเบิดแตกออกมา

เหมือนสีแดงที่พุ่งมาจากภูเขาไฟที่ปะทุอย่างเร่งเร้าร้อนแรง

อาจจะเว่อไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นความจริงหรอก

แค่ทำให้ได้หยุดดูและมองเห็นพื้นที่แสดงศิลปะแห่งใหม่

ดูเหมือนว่ามันจะจัดขึ้นมาเพื่อนฉันโดยเฉพาะ

มันคือ…..พื้นซีเมนต์นั้นเอง

ไม่รอช้า หยิบชอล์กอันใหญ่เท่าเส้นรอบวงของที่ว่างภายในนิ้วที่ท่าทำโอเค

ขีดๆเขียนก็ได้ออกมาเป็นศิลปะชิ้นหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เกิดมา

ความจริงก็ไม่ได้ต่างจากชิ้นแรกเท่าไหร่ เห่อๆ

จากนั้นก็เดินกลับไปใต้ดินเพื่อจะกลับบ้าน

เดินผ่านร้าน ส ร้านขายเครื่องเขียน

ด้วยอารมณ์ศิลที่ยังตกค้างทำให้ได้สีน้ำมาชุดหนึ่ง พู่กัน และจานสี กลับมา

เมื่อถึงบ้านจึงได้ผลงานออกมาชื่อว่า “นางเงาะ” แบบนี้

สวัสดี ศิลปะ :)


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.